ห้องนอนเด็กวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ อารมณ์ ร่างกายและจิตใจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น อยากมีพื้นที่ส่วนตัว ติดเพื่อน มีสิ่งที่ชอบที่สนใจหรือคลั่งไคล้อย่างเกม กีฬา หรือนักร้อง สิ่งเหล่านี้ถ้าได้รับการตอบสนองอย่างเข้าใจจากผู้ปกครอง เด็กๆเหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นวัยรุ่นที่มีคุณภาพ สำหรับการเตรียมพร้อมรับมือกับวัยรุ่นก็คือ ความเข้าใจ พ่อแม่ควรเริ่มจากการให้เขามีพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่เขาจะได้เป็นตัวของตัวเอง นั่นก็คือ ห้องนอน และถ้าเราจะเตรียมห้องนอนให้เด็กวัยรุ่นน่าจะเริ่มจากการหาสไตล์ที่เหมาะกับช่วงวัยและมีความทันสมัย นั่นก็คือ สไตล์โมเดิร์น ที่การตกแต่งจะเน้นความเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย ทำความสะอาดง่าย โทนสีสดใส โดยเฉพาะโทนสีขาวดำหรือเทาจะเรียบหรูดูดี และเข้ากับเฟอร์นิเจอร์หรือของประดับห้องตกแต่งสีต่างๆได้ง่าย อารมณ์และความชอบของวัยรุ่นจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามแฟชั่น เช่น ช่วงนี้หนังเรื่องนี้ฮิต ก็อาจจะเอารูปมาประดับผนัง เมื่อเวลาผ่านไปถ้ามีสิ่งอื่นที่ชื่นชอบหรือคลั่งไคล้อีกก็เอาตกแต่งสลับสับเปลี่ยนกันไปได้ ฉะนั้นการใช้สไตล์โมเดิร์นมีความทันยุคทันสมัย จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการตกแต่งห้องได้เรื่อยๆ เพราะสีและวัสดุหลักที่ใช้จะเป็นแบบเรียบง่ายที่เข้ากับการตกแต่งได้หลายแบบหลายแนว

การตกแต่งผนังห้องนอนเด็กวัยรุ่น
การตกแต่งผนังเป็นการตกแต่งห้องอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องเปลืองพื้นที่หรือยุ่งยากในการหาของประดับหรือตกแต่งมากมาย คอนเซปก็คือ ให้คิดว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่จะแสดงความเป็นตัวตนของเราสะท้อนออกมาบนผนังนี้ ซึ่งสำหรับวัยรุ่นนั้นก็จะตกแต่งตามความคลั่งไคล้ในสิ่งที่เขาชอบในช่วงเวลานั้นๆ เช่น ถ้าเป็นห้องนอนวัยรุ่นผู้ชายก็อาจจะติดโปสเตอร์ดาราศิลปินที่ชื่นชอบ โปสเตอร์หนัง ภาพถ่าย ติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสง ส่วนวัยรุ่นผู้หญิงเริ่มเป็นวัยที่รักสวยรักงามก็อาจติดกระจกเงาบานใหญ่ที่ผนัง หรือ วอลเปเปอร์ดอกไม้หรือลายน่ารักๆ ซึ่งถ้าครอบครัวจะตกแต่งให้ก็ต้องดูความชอบและความสนใจของเจ้าของห้องเป็นหลัก และการตกแต่งก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามความชอบและความสนใจในตอนนั้นๆ

เฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญสำหรับห้องนอนเด็กวัยรุ่น
สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่จะใช้ในห้องนอนวัยรุ่นนั้นนั้นต้องไม่มาก เน้นความเรียบง่ายและของที่จำเป็น ยึดตามหลักสไตล์โมเดิร์น ประโยชน์ก็เพื่อการดูแลจัดการห้องได้ง่าย ไม่รก และทำความสะอาดที่ง่าย ห้องที่มีการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เยอะเกินไปจะทำให้ห้องดูแคบและผู้อาศัยจะอึดอัด ไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมส่วนตัว สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นในห้องนอนวัยรุ่น ก็จะมาจากไลฟ์สไตล์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เตียงนอนที่ดูทันสมัยมีสไตล์ ขนาดไม่ใหญ่มาก โต๊ะอ่านหนังสือ และเก้าอี้สำหรับวางคอมพิวเตอร์ ทำการบ้าน ตู้เสื้อผ้าที่มีชั้นและช่องต่างๆพร้อมสำหรับจัดวางของได้ง่ายจะช่วยให้การจัดของเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น และชั้นวางของหรือตู้โชว์ ซึ่งอาจจะไว้วางของสะสม เกียรติบัตรหรือหนังสือ

การจัดระบบไฟ
การจัดแสงในห้องนอนนั้นจะต้องเป็นแสงที่ให้ความรู้สึกสบายๆ ผ่อนคลาย ไม่ควรใช้หลอดไฟที่มีค่าความสว่างมากเกินไป เลือกแสงที่อบอุ่น นุ่มนวล และน่าจะเป็นแสงสว่างจากหลอดไฟที่ซ่อนอยู่ในฝ้าหรือผนัง ไม่ใช่แสงไฟที่มาจากหลอดไฟโดยตรง และควรติดให้ห่างจากบริเวณเตียงนอน เพราะแสงจะได้ไม่แยงตา อาจจะเพิ่มโคมไฟในจุดที่ต้องการและแสงน้อย เช่น หัวเตียงหรือโต๊ะเขียนที่หนังสือ

ทำอย่างไรหากห้องมีขนาดเล็ก
ไอเดียเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆในการตกแต่งห้องนอนของวัยรุ่นที่มีขนาดไม่ใหญ่มากที่อยากจะแนะนำ คือ การใช้กระจกจะเป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยทำให้พื้นที่แคบดูกว้างขวางและโปร่งโล่งขึ้น เช่น การติดกระจกหน้าต่างบานใหญ่ ซึ่งนอกจากห้องจะดูโปร่งขึ้น ยังทำให้อากาศถ่ายเทได้ดี และแสงสว่างจากธรรมชาติจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในห้องนอนด้วย

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องนอนที่ป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เตียงนอนที่มีลิ้นชักเก็บของด้านล่างและมีช่องบนหัวเตียงเพื่อไว้เก็บของได้ เช่น หนังสือ หรือแท็บเล็ต หรือโต๊ะเขียนหนังสือ ที่มีลิ้นชักสำหรับวางคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ได้

ตำแหน่งการวางเฟอร์นิเจอร์ อย่างเช่น เตียงนอนถ้าวางได้ถูกต้อง ห้องก็จะดูกว้างขึ้น เช่น เตียงแบบคิงไซส์ซึ่งเป็นเตียงใหญ่ให้วางไว้กลางห้อง โดยหัวเตียงชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง หรือ ถ้าเป็นเตียงขนาดเล็กอย่างเตียงเดี่ยวก็ควรจะวางเข้ามุมห้อง จะทำให้เหลือพื้นที่ด้านข้างไว้เป็นทางเดิน หรือวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆได้

การเลือกใช้โทนสีของห้อง ถ้าใช้โทนสีที่สว่างก็จะทำให้ห้องดูโปร่งและโล่งขึ้น

ห้องนอน

ส่วนที่สำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งของบ้านที่เราจะหลงลืมไม่ได้ก็คือ ห้องนอน ห้องที่เราใช้เป็นที่พักผ่อนนอนหลับ หรือทำกิจกรรมอันแสนผ่อนคลายอื่นๆที่เราชอบจนสามารถพูดได้ว่าเป็นพื้นที่ที่เราใช้เวลามากที่สุดส่วนหนึ่งในบ้าน แต่กว่าจะเป็นห้องนอนที่สมบูรณ์ใช้งานได้ดี ตอบรับกับการใช้ชีวิตของเจ้าของนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนห้องหรือส่วนอื่นๆของบ้าน แต่แน่นอนว่าก็ไม่ยากเกินกว่าความสามารถของคุณแน่นอน จะออกแบบห้องนอนให้น่านอนน่าใช้งานเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเราและยังเข้ากับบ้านและส่วนอื่นๆด้วยได้อย่างไรนั้น ลองไปดูรายละเอียดกันดีกว่า

ทิศทางและที่ตั้งของห้องนอน
ห้องนอนนั้นเป็นที่พักผ่อนที่เราต้องใช้หลับนอนกว่า 1 ใน 3 ของวัน ชีวิตของเราคงดำเนินไปอย่างมีคุณภาพไม่ได้หากเราไม่ได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ การออกแบบห้องนอนให้เหมาะกับการพักผ่อน ไร้ซึ่งสิ่งรบกวนจึงต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ก่อนอื่น เราต้องดูทิศทางที่ตั้งของบ้านและห้องนอนของเราว่าตั้งอยู่ทางทิศไหน เวลานอนเราหันศีรษะไปทางใด ทิศแดดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนตกนั้นเป็นแบบไหน ทิศที่ดีแน่นอนว่าหัวนอนของคุณควรหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แสงแดดควรส่องเข้าห้องในปริมาณที่พอดี (ทั้งนี้ หากใครที่ใช้ชีวิตตอนกลางคืนเป็นหลักก็สามารถปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของคุณ) อีกทั้งห้องนอนของคุณไม่ควรถูกแดดส่องในช่วงบ่าย เพราะห้องนอนนั้นจะกักความร้อนตลอดบ่ายเอาไว้ ทำให้ร้อนจนเกินกว่าจะนอนได้ ทำให้คุณต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากกว่าปกติเกินความจำเป็น

เรื่องการหันเตียงนอนมีศาสตร์เรื่องของฮวงจุ้ยให้ศึกษามากมาย คุณสามารถปรับหลักของฮวงจุ้ยให้เข้ากับบ้านเพื่อส่งเสริมให้ห้องนอนของคุณออกมาดีที่สุด

นอกจากเรื่องของทิศที่ตั้งตามธรรมชาติแล้ว ห้องนอนของคุณควรตั้งอยู่ในจุดที่สงบไร้สิ่งรบกวนภายนอก ยกตัวอย่างเช่นหากคุณอยู่บ้านจัดสรรในหมู่บ้าน คุณควรดูสภาพแวดล้อมในจุดที่ตั้งของห้องนอนของคุณว่าเป็นอย่างไร ตั้งหันไปทางทิศหรือมุมไหนของบ้านข้างๆ หรือหากบ้านของคุณอยู่ติดริมถนนใหญ่ ก็ควรจัดห้องนอนให้ไกลจากความวุ่นวายภายนอกให้มากที่สุด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ คุณสามารถจัดการกับประตูและหน้าต่างที่แน่นหนาสามารถซับเสียงจากภายนอกหรือแม้กระทั่งผ้าม่านบางชนิดที่สามารถกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ด้วยเช่นกัน

ขนาดของห้องนอน
ขนาดของห้องนอนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรคำนึงถึง คุณอาจจะเคยเห็นผ่านตามามากมายกับแบบห้องนอนแบบต่างๆ ตั้งแต่ห้องนอนกว้างขวางครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งโทรทัศน์ มุมนั่งเล่น โต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้าและอื่นๆ หรือกับห้องนอนบางแบบที่มีเพียงเตียงนอนและโคมไฟเล็กที่พอเพียงกับการนอนเท่านั้น คุณสามารถเลือกจัดขนาดห้องนอนให้เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตได้เช่นกัน เช่นบางคนไม่ชอบใช้ห้องนอนเป็นห้องทำงานเพราะอยากแยกห้องให้เป็นสัดส่วนไม่ปะปนกัน ห้องนอนแบบนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ ให้สำหรับวางเตียงนอนหรือตู้เก็บของขนาดกะทัดรัดก็เพียงพอแล้ว หรือหากคุณชอบให้ทุกอย่างอยู่ในที่เดียวก็จัดขนาดของห้องนอนให้ใหญ่พร้อมรองรับทุกสิ่งได้อย่างไม่แออัดจนเกินไป

ระบบไฟที่ใช้ในห้องนอน
เมื่อเป็นห้องนอนแล้ว การใช้งานหลักย่อมต้องเป็นการหลับนอนพักผ่อน ระบบไฟที่ใช้ในห้องนอนจึงไม่จำเป็นต้องให้ความสว่างมากนัก คุณสามารถเลือกโทนสีของหลอดไฟและกำลังไฟวัตต์ให้มีความสว่างให้เข้ากับความต้องการ ทั้งนี้เรื่องไฟนั้นอาจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไปหากเป็นห้องนอนเด็ก คุณสามารถวัดความสว่างของห้องนอนโดยรวมได้ด้วยแอพพลิเคชั่นบางชนิดหากคุณไม่มีเครื่องมือวัดจริงจัง สิ่งที่ควรคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่งคือปุ่มกดปิดเปิดไฟที่หัวเตียงที่คุณสามารถเอื้อมแขนไปปิดสวิทช์ได้โดยไม่ต้องลุกจากเตียงเมื่อคุณรู้สึกง่วงพร้อมจะหลับ

ทำอย่างไรให้ห้องนอนดูกว้าง ดูโปร่งมากขึ้น
นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาสามัญที่หลายคนมักจะพบเจอก็คือห้องนอนที่มีขนาดคับแคบ ดูอึดอัด รู้สึกคับแคบ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุตั้งแต่ขนาดของห้องที่มีขนาดเล็ก ข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในห้องนอนมากเกินไป เพดานเตี้ยเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นห้องนอนที่มีสมาชิกในบ้านใช้งานร่วมกันหลายคน อย่างไรก็ตามเราลองมาแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ช่วยให้ห้องนอนของคุณดูกว้างขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นวิธีง่ายๆที่คุณมองข้ามไปก็ได้

แก้ปัญหาห้องนอนคับแคบด้วยลูกเล่นทางสายตา

สิ่งที่เรามองเห็นย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของเรา แน่นอนว่าเมื่อห้องนอนนั้นคับแคบเพราะขนาดห้องนั้นเล็กหรือมีข้าวของในห้องมากแต่เราจำเป็นต้องใช้ของเหล่านั้น การแก้ไขคงเป็นไปได้ยาก ทั้งเรื่องขนาดห้องที่ยากต่อการขยับขยาย การบังหรือพรางหรือสร้างลูกเล่นทางสายตาอาจจะช่วยคุณได้ เราลองมาดูวิธีต่างๆตามลิสต์ข้างล่างกันดีกว่า

1. เริ่มต้นคือเก็บข้าวของ อุปกรณ์ของใช้ที่ไม่จำเป็นออกจากห้องนอนให้มากที่สุด ทำห้องให้โปร่งโล่งมากที่สุดคือขั้นตอนง่ายๆที่สามารถเริ่มได้เลย

2. หากไม่สามารถเคลียร์ของออกจากห้องได้จริงๆเพราะพื้นที่ด้านนอกก็จำกัดเช่นเดียวกัน อาจลองหากล่องหรือมุมห้องด้านใดด้านหนึ่งซ่อนของเหล่านั้นให้พ้นจากสายตา

3. ติดผ้าม่านตั้งแต่เพดานจรดพื้นห้อง กำจัดเส้นสายที่ไม่จำเป็นบนผนังจะช่วยทำให้ห้องดูกว้างขึ้น

4. การทำห้องให้สว่างมากที่สุด อาจจะด้วยการติดม่านหรือใช้เครื่องนอน ตั้งแต่ผ้าปูที่นอนหรือปลอกหมอนสีขาวหรือสีสว่างที่จะช่วยให้ห้องดูกว้างโปร่งมากกว่าสีดำหรือสีมืดทึบทั้งหลาย

5. เมื่อขนาดของห้องนอนของคุณนั้นมีขนาดเล็ก ลองติดกระจกหลายบานช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นให้คำนึงถึงหลักฮวงจุ้ยที่ว่าห้ามติดกระจกที่ปลายเตียงนอน เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับเนื่องจากสายตาเราไม่สงบนิ่งหรือข้อห้ามอื่นๆที่คุณควรตรวจสอบก่อนการติดตั้ง แต่รับรองได้ว่าการมีกระจกสักบานในห้องจะช่วยทำให้ห้องดูกว้างขึ้นแน่นอน

6. เลือกไฟในห้องนอนให้เหมาะสมกับการใช้งาน การใช้ไฟที่สว่างและมีโทนสีขาวจะทำห้องนอนดูกว้างมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณควรตรวจสอบความสว่างนั้นให้เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ให้สว่างมากจนเกินไป ซึ่งอาจทำให้คุณนอนไม่หลับเพราะร่างกายได้รับแสงสว่างจนตื่นตัวจนอาจทำให้คุณนอนไม่หลับ

ข้าวของในห้องนอนเยอะ ควรจะจัดเก็บอย่างไรดี?
พูดง่ายแต่ทำยาก นั่นก็คือการเคลียร์ของที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ปัญหานี้ไม่เพียงแต่วุ่นวายในห้องนอนเท่านั้น แต่เป็นกับทุกส่วนของบ้าน (ฉะนั้นคุณสามารถปรับวิธีและข้อแนะนำนี้กับส่วนอื่นๆของบ้านที่มีปัญหาเดียวกันได้เลย) คุณอาจจะเสียดายไม่กล้าทิ้ง รู้สึกว่าอะไรก็มีประโยชน์ไปหมด หรือเป็นพวกช่างเก็บ ไม่กล้าทิ้งของอะไรใดๆทั้งนั้น ฉะนั้นเราต้องปรับนิสัยในส่วนนี้ก่อนเป็นอย่างแรกแล้วค่อยๆเคลียร์ของที่คุณไม่ได้ใช้งานในชีวิตทิ้งไป ของจำพวกไหนที่ยังจำเป็นอยู่แต่ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ คุณก็สามารถจัดเก็บลงกล่องหรือจัดให้เป็นหมวดหมู่เป็นที่เป็นทาง แล้วสำหรับห้องนอนละ พอจะมีที่ทางให้เก็บของได้อย่างไรบ้าง เราลองมาดูตัวอย่างน่าสนใจด้านล่างนี้กันเลย

1. จุดแรกที่สำคัญที่สุดในห้องนอน นั่นก็คือใต้เตียงนั่นเอง พื้นที่ใต้เตียงนั้นเป็นพื้นที่ที่คนอาจจะมองข้ามไป อย่ากระนั้นเลยพื้นที่ว่างสามัญที่ไม่ว่าห้องนอนไหนก็ต้องมีแบบนี้เรามาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีกว่า คุณอาจจะจัดข้าวของที่ยังอยากเก็บรักษาไว้แต่ทว่าไม่ค่อยได้ใช้ใส่กล่องเรียงให้เป็นระเบียบพร้อมกับแปะป้ายบอกถึงสิ่งของภายในกล่องนั้น เวลารื้อค้นก็จะสะดวกง่ายดายมากขึ้น แต่การเก็บของใต้เตียงนั้น อยากให้หลายๆคนคำนึงถึงความสะอาดและการถ่ายเทอากาศด้วย มิฉะนั้นแล้วพื้นที่ใต้เตียงอาจจะสกปรก เหม็นอับ ทำให้การนอนของคุณไม่ถูกสุขลักษณะไปด้วย

2. หัวเตียงนั้นเป็นอีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์สามัญที่ไม่ว่าใครก็ต้องคุ้นชินกันอยู่แล้ว ทุกห้องนอนต้องมีไว้สำหรับวางของ วางหนังสือ วางโคมไฟหัวเตียง หรือแม้กระทั่งวางรีโมทเครื่องปรับอากาศหรือรีโมทโทรทัศน์ หัวเตียงนั้นมีหลายแบบ คุณสามารถเลือกแบบที่มีลิ้นชักหรือกล่องเก็บของไว้เก็บสิ่งของอย่างอื่นได้

3. ชั้นลอยบนผนัง อีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่เราพบได้บ่อยๆในห้องนอนก็คือชั้นลอยหรือชั้นตั้งพื้น คุณสามารถเก็บสิ่งของ หนังสือหรือของตกแต่งอื่นๆให้ออกมาดูสวยงาม นอกจากห้องจะเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังถือเป็นการแต่งห้องนอนของคุณไปในตัวด้วย คุณสามารถเลือกใช้ได้ทั้งชั้นที่มีบานปิดหรือบานกระจกปิดกันฝุ่นหรือชั้นลอยแบบไม่มีบานปิดก็ได้ แต่คุณอาจต้องทำความสะอาดและปัดฝุ่นบ่อยครั้งขึ้น

4. ตู้เก็บของ เมื่อมีชั้นลอยหรือชั้นตั้งพื้นวางของแล้ว ก็ต้องเป็นตู้เก็บของที่เหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเยี่ยมสำหรับการเก็บของต่างๆในห้องนอน ตู้เก็บของนั้นคุณสามารถเลือกให้เข้ากับสไตล์และรูปแบบของเตียงนอนรวมถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆในห้องนอนให้มีสไตล์ที่เข้ากัน ไม่หลุดหนีกันมากนักเพื่อให้ภาพรวมของห้องนอนนั้นยังดูดีอยู่ แต่ที่สำคัญ ควรคำนึงถึงเสมอว่าห้องนอนของคุณนั้นควรว่างโล่ง โปร่งสบายมีของเท่าที่จำเป็นจึงจะเป็นห้องนอนที่นอนสบาย ดูแล้วสบายตา เห็นสบายใจมากที่สุดนั่นเอง

ทำอย่างไรให้นอนหลับสนิท ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในห้องนอนของคุณ
มีห้องนอนที่ดี รู้สึกน่านอนน่าพักผ่อน ดูกว้างขวางแล้ว คุณอาจจะกำลังคิดว่า ยังสามารถทำอะไรให้การพักผ่อนของคุณนั้นดีสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ในเมื่อเราปรับห้องนอนและสภาพแวดล้อมให้น่านอนไปหมดทุกส่วนแล้ว เราลองมาดูอะไรที่ใกล้ตัวคุณมากขึ้น หรือจะพูดง่ายๆก็คือมาดูที่ร่างกายและประสาทสัมผัสตอนนอนกันดีกว่า หลายคนนึกไปถึงว่า “ประสาทสัมผัส” เราจะไปสัมผัสอะไรกันมากมายในเมื่อนอนก็ไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่แล้ว อย่างเพิ่งมองข้ามไป ปัจจับเหล่านี้จำเป็นทั้งก่อนที่คุณจะนอน ระหว่างที่คุณหลับสนิทรวมไปถึงตอนที่คุณตื่นนอนตอนเช้าอีกด้วย นอกจากเรื่องประสาทสัมผัสแล้ว ยังมีเรื่องที่ใกล้ตัวหลายเรื่องที่เรายังสามารถปรับเปลี่ยนได้ เพื่อให้การหลับนอนพักผ่อนของคุณเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด

1. เสียงในห้องนอน แน่นอนว่าการนอนพักผ่อนนั้นต้องเป็นห้องนอนที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน หลายคนจึงมักจะทำห้องนอนให้เงียบที่สุด แต่หากคุณหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆเพราะว่าห้องนอนของคุณนั้นยังมีเสียงรบกวนเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากถนน เสียงเพื่อนบ้าน เสียงกรนจากคนข้างๆ หรือเสียงรบกวนใดๆก็ตาม คุณอาจหาที่อุดหูมาใส่ก่อนนอน หรือหาลำโพง ระบบเสียงที่สามารถเปิดเสียงบรรยากาศผ่อนคลายแผ่วเบากลบเสียงรบกวนเหล่านั้น

2. ห้องนอนที่มืดสนิทคือสภาพแวดล้อมที่จะทำให้คุณและร่างกายของคุณรู้สึกได้ถึงการพักผ่อนอย่างแม้จริง ห้องนั้นควรมืดสนิทจริงๆเมื่อคุณปิดไฟ ม่านกันแสงและกันยูวีจะช่วยกันแสงจากภายนอกให้ห้องนั้นมืดสนิท หากยังพอมีแสงอยู่บ้างจนรบกวนดวงตาของคุณ อาจลองใช้ที่ปิดตาร่วมด้วยเพื่อให้คุณได้นอนหลับสนิทไม่มีแสงรบกวน

3. กลิ่นในห้องนอน ประสาทสัมผัสทางการได้ยินไปแล้ว ทางการมองเห็นไปแล้ว คราวนี้มาถึงเรื่องการดมกลิ่น ฟังดูอาจไม่เกี่ยวข้องกับการหลับนอนพักผ่อนเสียเท่าไร แต่การทำห้องนอนของคุณให้มีกลิ่นและบรรยากาศผ่อนคลาย รู้สึกสบายแล้ว ก็จะทำให้คุณพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น เราอาจเริ่มจากการใช้เทียนหอมง่ายๆที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป จุดก่อนที่คุณจะนอนสักครู่ หรือการใช้น้ำมันหอมกับตะเกียงหอมระเหยก็ได้ หรือถ้าคุณไม่อยากยุ่งยากในการต้องจัดเตรียมหรือคอยดับเทียน ดับไฟในตะเกียงให้ยุ่งยาก คุณอาจลองหาก้านหอมระเหยที่ไม่ต้องจัดการอะไรมาก เพียงจัดหามาตั้งไว้ในห้องนอน ก้านหอมระเหยจะค่อยส่งกลิ่นอ่อนๆที่คุณชื่อนชอบออกมา เตรียมห้องให้หอมผ่อนคลายรู้สึกได้ทันทีที่คุณก้าวเข้าไปในห้องนอนของคุณ

4. ไร้ซึ่งอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ นับเป็นเรื่องยากที่หลีกเลี่ยงได้ลำบากกันเลยทีเดียวเมื่อเราต้องพูดกันถึงเรื่องของอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ที่อยู่ในห้องนอน หรืออยู่ใกล้ๆเราในขณะที่เรานอนหลับ ด้วยชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายแต่เมื่อเราจะนอนหลับพักผ่อนทั้งที ลองผ่อนคลายสายตาของคุณก่อนนอนสักนิด ลองงดใช้โทรศัพท์ให้น้อยลงและเมื่อพร้อมจะนอน อยากให้คุณลองนำอุปกรณ์อิเลกทรอนิคส์ทุกสิ่งอย่างออกห่างจากเตียงของคุณให้มากที่สุด 8 ชั่วโมงที่คุณนอนพักผ่อน (หรือสำหรับบางคนอาจจะนานหรือน้อยกว่านั้น) ก็จะปลอดจากคลื่นแม่เหล็ก คลื่นไฟฟ้าที่จะมารบกวนสมองของคุณได้

5. หนังสือ บางคนอาจต้องการกิจกรรมอะไรบางอย่างก่อนนอน ไม่เช่นนั้นแล้วจะนอนไม่หลับ หากไม่ให้ใช้โทรศัพท์ ดูทีวี ดูคลิปจากแท็บเล็ตแล้ว เราควรจะทำอะไรดี ลองหันมาอ่านหนังสือ เรื่องราวสบายๆง่ายๆ ที่อ่านแล้วผ่อนคลายส่งให้คุณนอนหลับน่าจะดีกว่า ตัวเลือกที่ดีที่สุด แทนอุปกรณ์อิเลกทรอนิคส์ได้สบายๆ

ห้องทำงานและอ่านหนังสือ (Office)

ห้องทำงานและอ่านหนังสือนับเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความสำคัญต่อการอยู่อาศัยของคนในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง เจ้าบ้านหลายๆท่านอาจจะคิดเพียงว่าห้องทำงานและอ่านหนังสือนั้นเป็นเพียงพื้นที่ห้องที่อาจจำเป็นแต่เพียงเฉพาะเจ้าบ้านที่ทำงานอิสระหรือทำงานที่บ้าน แต่ความจริงแล้วนั้นพื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่ที่จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศทั้งของการทำงานและการทบทวนความรู้ของเด็กๆในครอบครัว เพราะในยุคสมัยนี้การเรียนรู้ในด้านต่างๆนั้นไม่ถูกจำกัดเพียงแต่อยู่ภายในโรงเรียนเพียงที่เดียว

นอกจากนี้พื้นที่ห้องทำงานและอ่านหนังสือยังอาจมีการใช้สอยเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นที่คนในครอบครัวแต่ละคนจะได้ใช้เวลาร่วมกัน นอกเหนือไปจากการพักผ่อนหย่อนใจในบริเวณพื้นที่อื่นๆอีกด้วย

คาแรคเตอร์ที่สำคัญของห้องทำงานและอ่านหนังสือที่ดีเป็นอย่างไร
คีย์สำคัญของการออกแบบบรรยากาศและการใช้สอยของพื้นที่ห้องทำงานและอ่านหนังสือนั้น คือบรรยากาศที่สบายๆผ่อนคลาย มีแสงสว่างที่เพียงพอต่อการอ่านหนังสือและนั่งทำงาน เป็นพื้นที่ที่มีความสงบและเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำเป็นต่อการทำงานและการอ่านหนังสือเพียงเท่านั้น เพื่อให้การทำงานและการอ่านหนังสือนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นไม่สะดุดติดขัดตลอดเวลาที่คุณใช้สอยพื้นที่

การตกแต่งภายในห้องทำงานและอ่านหนังสือจึงอาจไม่จำเป็นต้องมีความหวือหวาหรือแลดูตื่นเต้นเร้าใจมากมายนักซึ่งจะขัดต่อการสร้างบรรยากาศพื้นที่ที่ต้องการสมาธินั่นเอง อย่างไรก็ตามในกรณีที่บ้านของคุณมีเจ้าตัวเล็กที่วัยกำลังซนและสดใส การออกแบบห้องสำหรับอ่านหนังสือหรือเรียนรู้อาจออกแบบให้มีบรรยากาศที่ดูสนุกสนานขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นแล้วในการออกแบบพื้นที่ห้องทำงานและอ่านหนังสือที่สมบูรณ์แบบจึงต้องเป็นพื้นที่ที่ให้ความสะดวกสบายแก่คนในครอบครัวในการทำงานให้สำเร็จและเรียนรู้อ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ โดยปราศจากสิ่งรบกวนสมาธิทั้งจากภายในห้องและภายนอกพื้นที่ห้องทำงานนั้นๆ

สำหรับคุณเจ้าบ้านจะเริ่มมองหาไอเดียการออกแบบตกแต่งห้องทำงานและอ่านหนังสือได้อย่างไร
โดยแรกเริ่มเมื่อคุณวางแผนจะมีห้องทำงานและอ่านหนังสือไว้ใช้สอย คุณต้องระบุอย่างชัดเจนถึงความต้องการในการใช้งานพื้นที่ทำงานของคุณ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับอาชีพหรือลักษณะงานที่คุณต้องการนำกลับมาทำที่โฮมออฟฟิศของคุณ บางบ้านอาจต้องการพื้นที่โปร่งๆเพื่อใช้พื้นที่กว้างๆ หรือบางบ้านอาจต้องการชั้นวางหนังสือที่บรรจุหนังสือได้เป็นจำนวนมากและหยิบจับได้สะดวก เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คุณเจ้าบ้านจำเป็นต้องตอบตนเองให้ได้ว่าต้องการพื้นที่เพื่อให้ใช้ทำงานอย่างไร ซึ่งใน Homify เองก็มีไอเดียตัวอย่างจากนักออกแบบและเจ้าบ้านท่านอื่นๆมากมายในหลายๆสไตล์และรูปแบบการออกแบบให้คุณได้ลองค้นหาสไตล์แบบที่ชื่นชอบ นอกจากนี้แล้วคุณเองก็ยังสามารถปรึกษากับสถาปนิกและนักออกแบบตกแต่งภายในถึงคอนเซปต์การออกแบบพื้นที่ห้องทำงานและอ่านหนังสือให้เหมาะสมกับการใช้งานของครอบครัวคุณ (รวมถึงเหมาะสมกับงบประมาณที่คุณมี) ได้เช่นเดียวกัน

วัสดุพื้น ผนังและองค์ประกอบอื่นๆที่ควรใช้กับห้องทำงานและอ่านหนังสือควรใช้แบบไหน
สำหรับองค์ประกอบทางกายภาพต่างๆที่อยู่ภายในห้องทำงานและอ่านหนังสือนั้นไม่ได้มีการระบุถึงชนิดหรือประเภทที่ตายตัว เนื่องจากแต่ละบ้านแต่ละครอบครัวก็มีความต้องการด้านการใช้งานพื้นที่ที่อาจแตกต่างกันไปตามการทำงานของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตามวัสดุที่จะช่วยส่งเสริมให้บรรยากาศมีความผ่อนคลายและเหมาะกับการมีสมาธินั้นควรเน้นเป็นวัสดุที่มีผิวสัมผัสธรรมชาติเช่น การใช้พื้นไม้ปาเก้สีอ่อน พื้นคอนกรีตผิวขัดมันโทนสีเทา หรือพื้นกระเบื้องโทนสีสว่างซึ่งจะช่วยให้ห้องมีความสว่างสดใสขึ้น เป็นต้น เช่นกันในส่วนของวัสดุผนังที่ควรเลือกใช้ผนังที่มีโทนสีสว่างเป็นหลักอย่างสีขาวหรือสีพาสเทลอ่อนๆ ทั้งนี้หากเจ้าบ้านชื่นชอบสีเข้มๆก็อาจใช้สีเทาหรือดำซึ่งจะช่วยให้เราโฟกัสกับงานและมีสมาธิขึ้นได้อีกเช่นกัน

นอกจากองค์ประกอบของพื้นและผนังแล้ว การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ภายในห้องทำงานและอ่านหนังสือก็เป็นสิง่สำคัญที่จะช่วยให้การใช้งานพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เฟอร์นิเจอร์หลักที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยคือโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งทำงาน ซึ่งอาจเลือกให้เหมาะสมทั้งสำหรับการวางคอมพิวเตอร์หรือสำหรับนั่งเขียนหนังสือ โดยต้องคำนึงถึงความสบายในการใช้ทำงานและความสบายในการนั่งเป็นหลัก ในมุมอ่านหนังสืออาจมีการเลือกใช้โซฟานุ่มๆเพื่อให้สามารถนั่งได้สบายๆได้ด้วยนอกเหนือจากการใช้เก้าอี้นั่งสำหรับทำงาน ส่วนเฟอร์นิเจอร์ชั้นวางอาจมีการเลือกใช้แบบที่ผสมผสานแบบเคลื่อนย้ายได้เพื่อความยืดหยุ่นและแบบบิลท์อินเป็นส่วนหนึ่งของผนัง ก็จะทำให้เราได้ใช้พื้นที่ห้องได้อย่างคุ้มค่าเต็มที่ทุกตารางนิ้ว

สไตล์การตกแต่งห้องทำงานและอ่านหนังสือที่เป็นที่นิยม
นอกจากเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานแล้ว เชื่อว่าคุณผู้อ่านย่อมต้องสนใจไอเดียการตกแต่งห้องทำงานและอ่านหนังสือให้มีบรรยากาศที่สวยตรงกับรสนิยมความชอบของตนเองเป็นแน่แท้ เราลองมาดูกันเลยว่าคอนเซปต์การตกแต่งห้องทำงานและอ่านหนังสือที่เป็นที่นิยมนั้นมีสไตล์ไหนบ้าง

ห้องทำงานและอ่านหนังสือสไตล์โมเดิร์น
ห้องทำงานในแบบโมเดิร์นนั้นมีเอกลักษณ์ที่ความเรียบง่ายแต่ทันสมัยของรูปทรงที่ตรงไปตรงมาหรืออาจมีความโฉบเฉี่ยวได้บ้างเล็กน้อย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่นั่งและโต๊ะทำงานที่อาจมีการจัดวางตามแนวผนังหรือหันพื้นที่ส่วนทำงานให้สามารถมองออกไปยังช่องเปิดหน้าต่างกระจกภายนอกเพื่อรับมุมมองธรรมชาตินอกบ้าน โทนสีที่นิยมใช้มักเป็นสีขาว เทา และเติมความอบอุ่นให้บรรยากาศด้วยวัสดุผิวสัมผัสไม้สีธรรมชาติ นอกจากนี้การตกแต่งด้วยโคมไฟรูปทรงทันสมัยก็จะช่วยให้มีความทันสมัยสะท้อนออกมาชัดเจนขึ้น

ห้องทำงานและอ่านหนังสือสไตล์มินิมัล
ขึ้นชื่อว่าสไตล์มินิมัลแล้ว คงหนีไม่พ้นคอนเซปต์ความน้อยแต่มากซึ่งมีคีย์สำคัญอยู่ที่การเลือกใช้องค์ประกอบสำหรับการใช้งานให้มีพร้อมเท่าที่จำเป็น โดยไม่ต้องใช้พื้นที่มากในการแบ่งเป็นห้องทำงานหรืออ่านหนังสือ ไม่ต้องตกแต่งหรือใช้องค์ประกอบที่ทำให้บรรยากาศแลดูซับซ้อน รวมถึงการเน้นบรรยากาศที่โปร่งโล่งแลดูเบาสบาย เฟอร์นิเจอร์และโทนสีที่นิยมใช้จึงมักใช้สีขาวและวัสดุไม้สีอ่อน และเป็นแบบที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายเพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งาน นอกจากนี้ยังอาจมีการเติมแต่งด้วยเส้นสายของวัสดุสีดำหรือใช้พืชพรรณไม้กระถางขนาดเล็กเพื่อเพิ่มความสดชื่นและเป็นจุดสนใจภายในพื้นที่ได้

ห้องทำงานและอ่านหนังสือสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์
เรามักจะได้เห็นงานออกแบบภายในสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ที่ร้านกาแฟหรือคาเฟ่ซึ่งมักจะมีผู้คนเข้าไปนั่งทำงานในระหว่างวันเป็นจำนวนมาก ลองจินตนาการถึงบรรยากาศแบบดิบเท่ที่อยู่ภายในบ้านคุณที่ซึ่งคุณสามารถจะเข้าใช้เพื่อทำงานและอ่านหนังสือได้อย่างสบาย งานตกแต่งสไตล์ลอฟท์ของห้องทำงานจะเน้นที่การใช้วัสดุแบบเปลือยไร้การเคลือบสีหรือปรุงแต่ง หรือมีการปกปิด เช่นการใช้ผนังคอนกรีตขัดมันสีเทาและผนังไม้จริง ส่วนของเพดานที่อาจทำการเปิดโล่งและติดตั้งไฟส่องสว่างแบบแขวนและไม่จำเป็นต้องมีฝ้าเพดาน หรือเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาวเป็นหลักและมีช่องเปิดกระจกเพื่อรับแสงธรรมชาติ นอกจากนี้การใช้วัสดุเหล็กสีดำบริเวณขอบของประตูหรือหน้าต่าง ก็ช่วยให้บรรยากาศมีความดิบเท่และมีคอนเซปต์ของวัสดุที่ชัดเจนขึ้น

ห้องทานข้าว (Dining Room)

ห้องรับประทานอาหาร (Dining Room) หรือห้องกินข้าวในความหมายความเข้าใจของคนทั่วไป เป็นห้องหรือพื้นที่หนึ่งของบ้านและที่อยู่อาศัยที่มีการออกแบบการใช้สอยเพื่อจุดประสงค์ของการรับประทานอาหารของคนในครอบครัว ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่หนึ่งของบ้านซึ่งมีความสำคัญทั้งทางด้านการใช้สอย ช่วยให้การใช้งานพื้นที่ส่วนต่างๆของบ้านที่มีการใช้งานและบรรยากาศที่แตกต่างกันไปนั้นมีการแบ่งเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อให้การใช้งานมีความสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเป็นพื้นที่ซึ่งส่งเสริมให้ทุกคนในครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันในขณะที่ได้ใช้เวลาร่วมกันระหว่างรับประทานอาหาร อันจะทำให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดพร้อมหน้าพร้อมตามากขึ้น

ในยุคสมัยใหม่หรือยุคโมเดิร์นนี้ ห้องรับประทานอาหารมักมีการออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งทานข้าวซึ่งจะผนวกรวมเข้ากับพื้นที่ของห้องครัว ทั้งการจัดสรรฟังก์ชันการใช้สอยของเฟอร์นิเจอร์และการผนวกบรรยากาศของพื้นที่ให้หลอมรวมเป็นเสมือนพื้นที่เดียวกัน ซึ่งลักษณะการออกแบบดังกล่าวนี้เป็นไปเพื่อการตอบโจทย์ด้านขนาดพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกในการเคลื่อนย้ายอาหาร หรืออาจตอบสนองต่อความต้องการด้านความรวดเร็วในการใช้ชีวิตที่เร่งรีบของผู้คนในปัจจุบัน ในขณะที่ห้องรับประทานอาหารแบบดั้งเดิมนั้นมักมีการออกแบบให้แยกส่วนออกจากบริเวณพื้นที่ครัว และจัดสรรให้มีบรรยากาศหรือมุมมองที่หรูหราคล้ายกับบรรยากาศของห้องนั่งเล่น ซึ่งถึงแม้รูปแบบการดีไซน์จัดสรรพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นการออกแบบแบบดั้งเดิม แต่ในปัจจุบันเราก็มักพบเห็นการออกแบบพื้นที่ห้องรับประทานอาหารแยกส่วนจากพื้นที่ครัวได้ในบ้านสมัยใหม่หรือบ้านโมเดิร์นได้เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าบ้าน ขนาดพื้นที่บ้านและงบประมาณในการก่อสร้าง

ทำอย่างไรเพื่อให้ห้องรับประทานอาหารหรือพื้นที่ทานข้าวมีความสมบูรณ์แบบ?
แน่นอนว่านิยามความสมบูรณ์แบบของเจ้าบ้านแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันไปตามรสนิยมรวมถึงคุณประโยชน์การใช้สอยพื้นที่ที่แต่ละบ้านนั้นต้องการ สำหรับบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่ การมีพื้นที่ห้องรับประทานอาหารที่มีพื้นที่กว้างขวางอาจส่งผลดีต่อการใช้สอยของคนในครอบครัวและอาจเป็นพื้นที่สำหรับการต้อนรับการมาเยือนของแขก แต่สำหรับบ้านที่เป็นครอบครัวเล็กๆหรือมีข้อจำกัดทางด้านพื้นที่นั้น การใช้สอยพื้นที่อาจไม่ต้องการความกว้างขวางมากนัก แต่กลับต้องการความสะดวกสบายในการใช้งานพื้นที่ภาสยใต้ขนาดพื้นที่ใช้สอยที่กะทัดรัด เป็นต้น ดังนั้นความสมบูรณ์แบบที่ทุครอบครัวต้องการจึงเป็นความสามารถในการตอบโจทย์ด้านการใช้สอยของคนในบ้านและสอดคล้องกับปัจจัยทางกายภาพของบ้านหลังนั้นๆ ซึ่งหากจะกล่าวอย่างกระชับๆนั้นคือพื้นที่ใช้สอยเพื่อทานข้าวของคนในครอบครัวนั้นมีการประยุกต์ผนวกผสานเข้ากับการใช้งานของพื้นที่อื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกันเช่น ห้องครัวและห้องนั่งเล่น ซึ่งต่างเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานที่สอดคล้องกัน เพื่อให้การใช้งานสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อการใช้สอยพื้นที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวได้แล้ว ความสมบูรณ์แบบของพื้นที่จึงจะบังเกิดขึ้นได้ไม่ว่าลักษณะการตกแต่งเพื่อความสวยงามของพื้นที่บ้านหลังนั้นๆจะมีคอนเซปต์รูปแบบใดก็ตาม

จะเริ่มต้นออกแบบตกแต่งห้องรับประทานอาหารอย่างไร?
เมื่อคุณเจ้าบ้านรู้และทราบแล้วว่าบ้านของเรานั้นมีความต้องการการใช้พื้นที่เพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว และมีปัจจัยข้อจำกัดอะไรเกี่ยวกับขนาดพื้นที่ของบ้านหรืองบประมาณบ้างแล้วนั้น ในส่วนของการจัดสรรเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องเรือนสำหรับการนั่งรับประทานอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีความเหมาะสม ทั้งความเหมาะสมกับการใช้งานของจำนวนคนในครอบครัวและความเหมาะสมกับขนาดของพื้นที่ ซึ่งเจ้าบ้านต้องทราบถึงรายละเอียดของระยะต่างๆ ชนิดของวัสดุพื้นหรือผนังที่ต้องสะอาดไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคจากเศษอาหาร รวมถึงชนิดของเฟอร์นิเจอร์ที่จะถูกเลือกมาใช้ เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดของการใช้งานและการเดินภายในพื้นที่

ในส่วนของการออกแบบบรรยากาศพื้นที่นั้นก็มีความสำคัญซึ่งเริ่มต้นคุณอาจสำรวจดูก่อนว่าพื้นที่ห้องทานข้าวนั้นเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่หรือมีขนาดเล็กกระทัดรัด เพื่อให้การออกแบบเลือกใช้สีสันและโทนของการตกแต่งมีความเหมาะสม ห้องที่มีขนาดใหญ่อาจเลือกใช้โทนสีเข้มเพื่อให้ห้องแลดูไม่โปร่งโล่งใหญ่โต ส่วนพื้นที่ห้องทานข้าวที่มีขนาดเล็กควรเลือกใช้โทนสีที่เป็นกลางออกแนวไปทางสีสว่าง เพื่อให้บรรยากาศของห้องนั้นแลดูกว้างขวางไม่อึดอัด ในขณะเดียวกันนั้นการออกแบบพื้นที่ห้องรับประทานอาหารก็ต้องการแสงสว่างธรรมชาติและการระบายอากาศที่ดีเช่นเดียวกันกับพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่นๆของบ้าน การออกแบบให้ห้องทานข้าวมีช่องเปิดหน้าต่างร่วมด้วยจะทำให้บ้านมีบรรยากาศที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยและมีสุขอนามัยที่ดีขึ้น

สไตล์การออกแบบห้องรับประทานอาหารที่เป็นที่นิยม
สำหรับแนวทางการออกแบบห้องรับประทานอาหารที่นักออกแบบนิยมใช้เป็นคอนเซปต์ในการออกแบบเพื่อตอบโจทย์คุณๆเจ้าบ้านนั้น มีหลากหลายรูปแบบเช่นเดียวกับการออกแบบพื้นที่ส่วนอื่นๆของบ้าน เราลองมาดูกันว่ามีสไตล์ไหนที่จะโดนใจคุณบ้าง

ห้องทานข้าวสไตล์คันทรี่
รูปแบบทั่วไปของห้องทานข้าวในสไตล์คันทรี่คือการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติอย่างเช่นเฟอร์นิเจอร์ไม้สีธรรมชาติไม่ปรุงแต่ง รวมถึงใช้โทนสีของผ้าและเครื่องใช้ในสีกลางๆอย่างสีขาวและภาชนะของตกแต่งจากเซรามิค ก็ทำให้ลุคของพื้นที่มีความอบอุ่นแบบเรียบง่าย

ห้องทานข้าวสไตล์โมเดิร์น
การตกแต่งแบบโมเดิร์นมักเน้นการใช้โทนสีและรูปทรงของวัสดุที่ชัดเจนตรงไปตรงมา อย่างเช่นรูปทรงเรขาคณิตและการใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างเช่น กระจก อะลูมิเนียมหรือไฟเบอร์กลาส เป็นต้น ในส่วนของโทนสีก็จะเน้นการใช้โทนสีสว่างที่ดูไม่ร้อนจนเกินไปอย่างสีขาวและเทาจางๆ ซึ่งอาจจะตกแต่งเพิ่มเติมความน่าสนใจด้วยเฟอร์นิเจอร์สีสดๆสักชุดเพื่อให้ห้องมีจุดเด่นที่น่าสนใจ

ห้องทานข้าวสไตล์ทรอปิคอล
สไตล์การตกแต่งแบบทรอปิคอลเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของบ้านในเมืองไทยมากที่สุด ด้วยความที่เป็นเมืองร้อนชื้น การออกแบบพื้นที่โดยมีหน้าต่างหรืออยู่ในทิศทางลมเพื่อการระบายอากาศที่ดีจึงเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการออกแบบ นอกจากนี้องค์ประกอบของโทนสีน้ำตาลหรือเหลืองตามธรรมชาติของวัสดุไม้และสีเขียวของพืชพรรณ จะช่วยให้ห้องทานข้าวแลดูสดชื่นและเป็นพื้นที่สำหรับครอบครัวคนไทยได้อย่างเหมาะสม ปรึกษานักออกแบบตกแต่งภายในเพื่อให้ได้ห้องทานข้าวและครัวที่คุณถูกใจมากที่สุด เพื่อการใช้งานที่คุ้มค่ามากที่สุด

ห้องทานข้าวสไตล์มินิมัล
หัวใจหลักของการตกแต่งแบบมินิมัลคือความน้อยแต่มาก นั่นหมายถึงการคัดสรรเฉพาะองค์ประกอบการใช้สอยที่จำเป็นต่อการใช้งานจริงๆ องค์ประกอบอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งานหรือทำให้ความหมายของพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจะถูกตัดออกไป หรืออาจมีการผนวกรวมการใช้สอยที่หลากหลายให้รวมอยู่ในองค์ประกอบชิ้นเดียวเช่นเคาน์เตอร์และตู้เก็บของ เพื่อให้ห้องทานข้าวเป็นพื้นที่สำหรับการทานข้าวของคนในครอบครัว และบรรยากาศของห้องทานข้าวสไตล์มินิมัลจะเน้นความเรียบง่ายของโทนสีซึ่งอาจไม่จำเป็นจ้องเป็นโทนสีโมโนโครมขาวดำเพียงอย่างเดียว แต่อาจเลือกใช้โทนสีอื่นๆเพียงแต่ไม่ควรเลือกใช้โทนสีที่หลากหลายมากจนเกินไปจนทำให้บรรยากาศที่ควรจะเรียบง่ายนั้นแลดูแฟนซีนั่นเอง

ห้องแต่งตัว (Dressing Room)

ห้องแต่งตัว (Dressing Room)
ห้องแต่งตัวคือห้องหรือพื้นที่สำคัญห้องหนึ่งของบ้านซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นพื้นที่ที่ผนวกรวมอยู่ภายในพื้นที่ห้องนอนหรือห้องน้ำส่วนตัวของห้องนอนนั้นๆ แต่เดิมก่อนที่พื้นที่ห้องแต่งตัวจะถูกนำมาใช้สอยเป็นส่วนหนึ่งของบ้านและที่อยู่อาศัยนั้น ห้องแต่งตัวเป็นพื้นที่หนึ่งของร้านค้าเสื้อผ้าขายปลีกที่ซึ่งมีสัดส่วนขอบเขตเป็นส่วนตัวสำหรับแฟชั่นดีไซเนอร์ในการลองสวมใส่เสื้อผ้าให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ ต่อมาเมื่อผู้อยู่อาศัยเองต้องการที่จะมีพื้นที่สำหรับการแต่งตัวหรือจัดเก็บเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายชนิดต่างๆ สถาปนิกและนักออกแบบตกแต่งภายในจึงได้ริเริ่มในการออกแบบพื้นที่สำหรับใช้สอยนี้ ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นห้องที่มีสัดส่วนขนาดกว้างขวางหรือมีลักษณะเป็นพื้นที่จัดเก็บเสื้อผ้าที่สามารถเดินเข้าออกได้ (Walk-In Closet) โดยจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าบ้านทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย (หรือเจ้าของห้องนอนนั้น) ในการใช้สอยดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ทั้งนี้ห้องแต่งตัวกลับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่อาจมีการใช้สอยที่ชวนให้น่าใช้งานและสนุกสนานกับเพื่อนๆหรือคนในครอบครัว เพราะใครๆต่างก็ชื่นชอบที่จะได้ลองสวมใส่เสื้อผ้าและอวดโฉมกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เทรนด์การออกแบบห้องแต่งตัวจะเป็นที่สนใจและเป็นที่นิยมของเจ้าบ้านสมัยใหม่หลายๆท่าน

เราจะเริ่มต้นออกแบบพื้นที่ห้องแต่งตัวอย่างไรดี?
แน่นอนว่าหน้าที่การออกแบบพื้นที่ใช้สอยของบ้านและที่อยู่อาศัยนั้นอาจเป็นของสถาปนิกหรือนักออกแบบตกแต่งภายในหรือนักออกแบบห้องน้ำหากคุณมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจง แต่ก่อนที่คุณเจ้าบ้านจะไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น คุณจำเป็นต้องทราบถึงความต้องการด้านการใช้สอยของตัวคุณเองและคนในครอบครัวเสียก่อน ห้องแต่งตัวจะเป็นพื้นที่ที่คุณจะได้สร้างสรรค์หรือเลือกสอยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้ตัวคุณเองนั้นมีลุคที่สวยสมบูรณ์แบบก่อนออกจากบ้านหรือใช้ชีวิตประจำวัน บรรยากาศของพื้นที่ห้องแต่งตัวที่คุณต้องการจึงต้องมีบรรยากาศของความสดใส สดชื่นและเอื้อให้คุณอยากจะใช้งานลองชุดต่างๆ แต่นอกเหนือจากการบอกนักออกแบบให้ช่วยดีไซน์พื้นที่ที่ดูสดใสนั้น สิ่งที่ต้องใส่ใจและสำคัญอย่างยิ่งคือพื้นที่สำหรับจัดเก็บเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับหรือรองเท้าคู่ต่างๆ ซึ่งต้องมีการออกแบบอย่างพอเหมาะพอดีกับชนิดและจำนวนสิ่งของที่คุณมีด้วย ดังนั้นการเริ่มต้นออกแบบอาจลองหาไอเดียของการวางแปลนพื้นที่ว่าตำแหน่งใดของห้องควรมีพื้นที่ของตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของและลิ้นชัก ซึ่งมักนิยมใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์แบบบิลท์อิน รวมถึงกระจกและไฟส่องสว่างสำหรับมองเห็นตัวคุณขณะแต่งตัวลองชุดได้ชัดเจน เป็นต้น นอกจากนี้การเข้าออกเข้าถึงพื้นที่ห้องแต่งตัวเองก็สำคัญเพราะต้องเข้าถึงได้สะดวกจากห้องน้ำหรือห้องนอนของคุณด้วย ดังนั้นการเริ่มต้นออกแบบหรือปรึกษาสถาปนิก คุณต้องมีข้อมูลระยะทั้งความกว้างและความสูงของเพดาน รวมถึงขนาดของพื้นที่ห้องนอนภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมของคุณเสมอ

โทนสีและวัสดุที่ควรเลือกใช้ในห้องแต่งตัวของคุณ
ทางเลือกของโทนสีและวัสดุที่ควรเลือกใช้ในการออกแบบห้องแต่งตัวนั้น โดยทั่วไปนักออกแบบจะนิยมใช้สีโทนที่เป็นกลางไม่เข้มหม่นหรือใช้สีสดมากนัก ทั้งนี้โทนสีที่เราอยากแนะนำคือสีขาวหรือเทาอ่อนๆ และวัสดุไม้สีธรรมชาติ ไม่ควรใช้โทนสีที่หลากหลายมาผสมปนเปกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่จะช่วยส่งเสริมให้สีสันหรือลักษณะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคุณนั้นเห็นเด่นชัดมากขึ้น หรือหากรู้สึกว่าโทนสีกลางๆเรียบๆนั้นจะดูน่าเบื่อเกินไป ก็อาจลองปรับให้มีลวดลายหรือแพทเทิร์นที่ไม่ซับซ้อนในบริเวณของผนัง ก็จะช่วยให้ห้องแต่งตัวแลดูน่าสนใจขึ้นได้

ในส่วนของวัสดุพื้นที่นักออกแบบจะแนะนำคือควรเป็นวัสดุพื้นเนื้อแข็งที่สามารถรองรับน้ำหนักของตู้และชั้นวางได้อย่างดี ทั้งนี้การเลือกใช้วัสดุพื้นสีสว่างจะช่วยสะท้อนแสงและทำให้บรรยากาศของห้องแต่งตัวแลดูสว่างนวลขึ้น เช่นพื้นไม้ปาเก้สีน้ำตาลอ่อน หรือพื้นซีเมนต์บอร์ดลายหินสีเทา เป็นต้น ซึ่งหากคุณรู้สึกว่าพื้นแข็งๆนั้นจะทำให้รู้สึกว่าหยาบกระด้างเวลาเดิน ก็อาจเลือกใช้พรมโทนสีขาวหรือเหลืองนวลในการปูภายใน ก็จะทำให้ได้สัมผัสของผิวพื้นที่ละมุนยิ่งขึ้น

จะทำอย่างไรหากพื้นที่มีไม่กว้างนักและอยากให้ห้องแต่งตัวเล็กๆใช้งานได้ดีด้วย
ปัญหาพื้นที่ที่ไม่กว้างขวางหรือมีอยู่อย่างจำกัดนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้คอมแพคและใช้งานได้ครบถ้วนตอบโจทย์ คีย์เวิร์ดสำคัญคือการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างคุ้มค่า เช่นการออกแบบให้ชั้นวางของ ชั้นวางรองเท้าและตู้เสื้อผ้ามีการผนวกรวมกันเป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวกัน หรือออกแบบให้ตู้และชั้นวางมีความกว้างตลอดแนวผนังและมีความสูงขึ้นไปถึงระดับฝ้าเพดานก้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกแต่อย่างใด นอกจากนี้การเลือกใช้โทนสีสว่างที่ไม่ทำให้ห้องแลดูอับทึบและเลือกใช้เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นต่อการใช้งาน ก็จะทำให้พื้นที่ห้องแต่งตัวเล็กๆนั้นสามารถใช้งานได้ดีแกเช่นห้องแต่งตัวของบ้านหลังใหญ่ๆเช่นกัน

ไอเดียหรือสไตล์การตกแต่งห้องแต่งตัวมีคอนเซปต์อะไรน่าสนใจบ้างนะ?
รสนิยมการตกแต่งนั้นเป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าคุณสามารถมองหาไอเดียการออกแบบตกแต่งห้องแต่งตัวของคุณได้จากผู้เชี่ยวชาญและจากหลากหลายไอเดียแนวคิดใน Homify และหากจะสรุปเป็นแนวทางไอเดียแบบคร่าวๆแล้ว ก็สามารถอธิบายแต่ละสไตล์ได้ดังนี้

ห้องแต่งตัวเรียบง่ายสไตล์มินิมัล
ขึ้นชื่อว่าสไตล์มินิมัล เราก็ต้องนึกถึงความเรียบง่าย ความคลีนของบรรยากาศที่ไม่ซับซ้อนและมีการใช้งานที่ครบครัน อาจฟังดูยากแต่กุญแจสำคัญคือการเน้นการใช้องค์ประกอบการออกแบบเท่าที่จำเป็นสำหรับการใช้สอยเป็นหลัก โทนสีที่ใช้ก็จะเป็นสีโมโนโครมอย่างสีขาวเป็นหลัก และอาจใช้สีเทาหรือดำแซมในส่วนเล็กๆที่จะไม่ทำให้แลดูมืดหม่นนัก รวมถึงการใช้ลวดลายหรือรูปทรงสิ่งของที่ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อนก็จะช่วยให้บรรยากาศนั้นมีความเรียบง่ายสบายๆตามแบบมินิมัลอย่างแท้จริง

ห้องแต่งตัวสไตล์โมเดิร์น
ห้องแต่งตัวสไตล์โมเดิร์นจะเน้นการสร้างบรรยากาศที่ดูทันสมัย วัสดุที่ใช้จึงนิยมใช้กระจกเงารุปทรงทันสมัย เหล็กหรืออะลูมิเนียมเงา หรือใช้วัสดุไฟเบอร์และอะคริลิคสังเคราะห์ที่มีโทนสีหลากหลายและมีพื้นผิวที่ดูมันเงา นอกจากนี้โทนสีก็มักจะเน้นไปในทางสีขาวสว่างหรือสีเทา งานออกแบบไฟส่องสว่างก็จะมีความน่าสนใจที่การตกแต่งไฟซ่อนหลืบซึ่งจะแตกต่างจากสไตล์การออกแบบตกแต่งแบบอื่นๆ เป็นต้น

ห้องแต่งตัวแบบคลาสสิค
รูปแบบการตกแต่งของสไตล์คลาสสิคจะเน้นที่ความโอ่อ่าหรูหราของวัสดุและรูปทรงขององค์ประกอบภายใน การออกแบบที่คุณจะเห็นได้ชัดคือการใช้เฟอร์นิเจอร์วัสดุไม้พร้อมเบาะนวมที่มีรูปทรงย้อนสมัย หรือโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมกระจกทรงกลมที่เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงในการนั่งแต่งหน้า หรืออาจมีการประดับไฟส่องสว่างแชนเดอเลียร์บนเพดาน ก็เป็นอีกองคืประกอบที่ช่วยสื่อให้เห็นถึงความคลาสสิคอย่างเห็นได้ชัด

แต่งครัวสไตล์ไหนดี

ห้องครัว

ห้องครัวที่บ้านของคุณเป็นแค่ห้องเก็บของหรือเปล่า ทุกวันนี้กินข้าวนอกบ้านตลอดเกือบทุกมื้อ? จะเดินเข้าห้องครัวก็เพราะจะเข้าไปหยิบจานชามช้อนส้อมและแกะถุงอาหารที่ซื้อมาจากข้างนอกเท่านั้น? ฟังดูแล้วเป็นคุณใช่ไหม? อย่าเพิ่งทำหน้าเสียดาย เสียใจที่ปล่อยให้ห้องครัวของคุณโดดเดี่ยว ไม่ได้ใช้งานอยู่แบบนั้น จริงๆแล้วสาเหตุที่คุณไม่ได้ใช้งานครัวมากเท่าที่ควรจะเป็นนั้นมีหลายอย่าง อาจจะการงานของคุณที่ยุ่งเหยิง การกินข้าวนอกบ้านเป็นกิจกรรมที่คุณต้องพบเจอญาติและครอบครัวจนถึงเพื่อนฝูงจนขาดไม่ได้ แต่สิ่งที่ homify รู้และช่วยคุณได้แน่นอนก็คือการจัดแต่งครัวอย่างไรให้น่าทำอาหาร สะดวกกับการทำกับข้าวและการใช้งานอื่นๆได้ทุกวัน

ใครที่กำลังจะสร้างครัวใหม่ต้องสนใจเรื่องราวเหล่านี้อย่างแน่นอน หรือถ้าคุณมีครัวอยู่แล้ว ก็ลองดูเป็นข้อมูลสำหรับการปรับปรุงห้องครัวให้ดูดีและน่าใช้งานมากขึ้นก็ยังได้ ก่อนจะลงรายละเอียดไปถึงส่วนต่างๆ เราอยากให้คุณลองนึกภาพห้องครัวที่คุณอยากได้เสียก่อน โดยนึกถึงรูปแบบการใช้งานทั่วไปที่คุณต้องการใช้ทุกวัน เช่น ไม่ได้ทำกับข้าวทุกวัน ไม่ได้เป็นพ่อครัวแม่ครัวหัวป่าก์อะไรขนาดนั้น แต่ก็ยังทำอยู่บ้างในบางวันที่นึกครึ้มอยากกินเมนูโปรดขึ้นมา คุณก็อาจจะไม่ต้องเน้นครัวที่มีเครื่องเคราครบครันเต็มชุดให้เกินความจำเป็น ขอเพียงแค่เตา เครื่องดูดควัน ตู้เก็บของ อ่างล้างจานและอุปกรณ์อื่นๆ หรือถ้าห้องครัวคือส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้านสำหรับคุณ ก็สามารถจัดเต็มตามกำลังทรัพย์ได้เลย เมื่อรู้แล้วว่ารูปแบบครัวของเราจะเป็นแบบไหน สเกลเล็กหรือใหญ่ เราก็ลองมาดูสไตล์ของครัวที่คุณจะต้องตัดสินใจเป็นขั้นตอนต่อไป

แต่งครัวสไตล์ไหนดี
แต่งครัวแบบไหนดี เรื่องก็ไม่ยากอีกเช่นเคย ลองคิดว่าคุณมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ภาพรวมของบ้านทั้งหลังของคุณนั้นเป็นอย่างไร ก็ไม่ยากที่จะกำหนดธีม (Theme) หรือรูปแบบให้ครัวของคุณได้ เราลองมาดูสไตล์ห้องครัวแบบคร่าวๆว่ามีแบบไหนกันบ้าง

ห้องครัวไทยแบบดั้งเดิม
ครัวไทยแบบนี้ เหมาะกับคนที่ทำกับข้าวแบบจริงจัง ทำทั้งวันทั้งต้ม ผัด แกง ทอดหรือการทำอาหารต่างๆที่ก่อให้เกิดควันและกลิ่นเป็นจำนวนมาก ครัวประเภทนี้การระบายอากาศคือเรื่องสำคัญ จุดที่ตั้งของครัวนั้นต้องเป็นสัดส่วน แม้จะอยู่ภายในบ้านแต่ก็ต้องไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายกับส่วนอื่นๆของบ้านทั้งเรื่องของเสียง กลิ่นและควัน และที่สำคัญเมื่อระบายอากาศได้ดีแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องการรักษาความสะอาด ไร้เศษอาหารที่จะล่อสัตว์และพาหะนำโรคเข้ามาในห้องครัวและเข้ามาในบ้านของคุณ

ห้องครัวโมเดิร์น
ห้องครัวแบบนี้ไม่เหมาะกับการทำอาหารหนักๆทั้งแบบไทยหรือจีน ส่วนใหญ่จะเน้นการทำอาหารในปริมาณที่ไม่มากนัก เน้นเป็นการอุ่นหรือจัดเตรียมแบบง่ายๆมากกว่า ห้องโมเดิร์นอาจจะมีเพียงเตาและเคาน์เตอร์ชิดผนังพร้อมกับตู้เก็บของให้เป็นหมวดหมู่ ใกล้กันอาจจัดเป็นโต๊ะกินข้าวเล็กๆ ให้ทั้งห้องครัวและห้องทานข้าวอยู่ใกล้และเป็นส่วนเดียวกัน ใช้งานสะดวกทั้งตอนเตรียมส่วนผสม ปรุงและทำอาหารจนถึงตอนรับประทานอาหารรวมไปถึงการเก็บล้าง

ห้องครัวสมัยใหม่ ที่มีทั้งบาร์และเคาน์เตอร์ไอสแลนด์ตรงกลาง
ห้องครัวลักษณะนี้เริ่มได้รับความนิยมในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการใช้งานนั้นสะดวกไม่แพ้ครัวรูปแบบไหนๆ บาร์และเคาน์เตอร์ครัวตรงกลางนั้นนอกจากจะใช้งานเป็นโต๊ะกินข้าวหรือใช้งานอเนกประสงค์ด้านอื่นๆ เรายังสามารถใช้เป็นจุดเตรียมอาหาร ซักล้างหรือจะติดตั้งเตาที่นี่ก็ยังได้ การทำอาหารจะทำให้คุณรู้สึกไม่อึดอัดที่ต้องหันหน้าเข้ากำแพงตลอดเวลา พร้อมกับเคลื่อนไหวได้คล่องตัว จะเอี้ยวตัว หมุนซ้ายขวาหยิบจับของต่างๆก็สะดวกสบาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างย่อมมีข้อดีข้อเสีย แบบครัวลักษณะนียังมีราคาแพงในการก่อสร้างเมื่อเทียบครัวแบบอื่นๆ ทั้งตัวเคาน์เตอร์และอุปกรณ์อื่นๆที่คุณต้องใช้ประกอบกันตั้งแต่เครื่องดูดควัน ซิงก์ล้าง ก๊อกน้ำรวมถึงระบบไฟ ระบบแก๊ส ระบบน้ำและอื่นๆ ยังไงลองคิดค่าใช้จ่ายโดยรวม ลองดูว่างบประมาณที่มีนั้นสามารถทำครัวสมัยใหม่แบบนี้ได้สมบูรณ์พร้อมรับการใช้งานของคุณหรือไม่

เครื่องครัวและอุปกรณ์ของใช้
ได้รูปแบบครัวและสไตล์ที่ต้องการแล้ว ถึงเวลาลงรายละเอียดที่หลายคนรอคอย รายละเอีบดที่ว่านั้นก็คืออุปกรณ์ ของใช้และเครื่องครัวส่วนต่างๆในห้องครัวนั่นเอง แต่สิ่งแรกที่เราจะไม่พูดถึงคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก เตาไฟ

เตาทำอาหาร
เตาทำอาหารนั้นเราสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆได้ตามแหล่งกำเนิดความร้อนสำหรับเตานั้นๆ ได้แก่แก๊สและไฟฟ้า แต่ประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออก คุณสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทของอาหารและงบประมาณได้โดยในส่วนของเตาไฟฟ้านั้นจะมีประเภทการทำความร้อนที่ต่างออกไปอีก เราลองไปดูรายละเอียดของเตาแต่ละประเภทกันดีกว่า

เตาแก๊ส
เตาสามัญประจำบ้านที่มีอยู่ทุกครัวเรือน เป็นเตาประเภทสามัญที่คนไทยรู้จักและใช้กันมานาน เหมาะกับการทำอาหารที่ทุกบ้านคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะไฟแรง ใช้ทำกับข้าวที่ต้องใช้ความร้อนสูงและให้ความร้อนเป็นเวลานานทั้งการต้ม ผัดหรือทอด อีกทั้งเป็นเตาที่ติดตั้งได้สะดวก แค่เพียงจัดหาถังแก๊สและหัวเตาตามจำนวนที่คุณต้องการก็สามารถติดตั้งและทำอาหารได้เลย แต่ด้วยความที่รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันของคนไทยนั้นเปลี่ยนแปลงมาก การอยู่อาศัยในคอนโดหรือตึกสูงสมัยใหม่ เกือบทั้งหมดทำให้ไม่สามารถติดตั้งเตาแก๊สได้ เตาแก๊สจึงเป็นเตาที่เหมาะกับบ้านเดี่ยว บ้านจัดสรรในหมู่บ้านหรือที่อยู่อาศัยแนวราบ ไม่ใช่ตึกสูง แต่ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในหน่วยอาศัยลักษณะใด การดูแลเรื่องความปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยเหตุที่แก๊สนั้นมีความไวไฟสูง หากใช้งานไม่ระวังก็อาจทำเกิดอุบัติเหตุจนก่อให้เกิดอัคคีภัยได้ ควรเลือกใช้ถังหรือระบบนำจ่ายแก๊สที่มีความปลอดภัย ไม่มีการรั่วซึมได้ง่าย เป็นระบบที่ตรวจสอบได้เสมอ เตาแก๊สนั้นยังมีข้อดีในเรื่องของราคาที่ไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับเตาไฟฟ้าโดยเฉลี่ย คุณสามารถหาซื้อระบบหัวแก๊สได้ตั้งแต่ราคาหลัก 1,000 บาทสำหรับเตาแก๊สหัวเดี่ยวจนถึงหลัก 10,000 บาทสำหรับเตาแก๊สแบบสี่หัว ไม่ว่าจะเป็นเตาแบบตั้งหรือเตาแบบฝังเคาน์เตอร์ ซึ่งราคาก็จะผันตามจำนวนหัวจ่าย วัสดุฐานเตา รวมทั้งยี่ห้อของเตาได้โดยง่าย และเมื่อเทียบกับค่าแก๊สแล้ว เตาแก๊สจะไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟ เหมือนเตาไฟฟ้าอีกด้วย

เตาไฟฟ้า
เตาไฟฟ้านั้นถือว่าเป็นของใหม่สำหรับครัวคนไทย แต่ก็มีใช้กันแพร่หลายตามสภาพความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป เหมาะกับบ้านอพาร์ทเมนต์หรือคอนโดมีเนียมหรือหอพักนักศึกษาที่ไม่อนุญาตให้ใช้แก๊ส เตาไฟฟ้านั้นที่เราสามารถพบเห็นได้อยู่บ่อยสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภท แต่ละประเภทมีรายละเอียดและข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปดังนี้

เตาไฟฟ้าแบบขดลวด
เตาไฟฟ้าลักษณะนี้เป็นเตาไฟฟ้ารุ่นแรกๆที่มีการพัฒนาเตาไฟฟ้าขึ้นมา วิธีการทำงานของเตาชนิดนี้คือการใช้พลังไฟฟ้าส่งผ่านขดลวดใต้แผ่นสีดำแล้วส่งผ่านความร้อนนั้นไปที่ภาชนะอีกครั้ง เตาไฟฟ้าลักษณะนี้มีข้อดีที่ราคาถูก ใช้กับอุปกรณ์การทำอาหารแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบแม่เหล็ก แต่เตาไฟฟ้าก็เต็มไปด้วยข้อเสียมากมาย ตั้งแต่การให้ความร้อนที่ใช้เวลานาน กินไฟมากกว่าเตาไฟฟ้าประเภทอื่น และไม่เหมาะกับการทำอาหารไทยหรือจีนที่ต้องใช้ความร้อนสูง

เตาไฟฟ้าแบบแม่เหล็ก
เตาประเภทนี้หลักการทำงานจะไม่ต่างกับเตาไฟฟ้าแบบแรก แต่จะเป็นขดลวดแบบสนามแม่เหล็กทำให้เกิดความร้อนโดยตรงที่ภาชนะ ภาพรวมแล้วการใช้ไฟจะประหยัดมากกว่าเตาไฟฟ้าแบบแรก แต่ภาชนะที่จะนำมาใช้ต้องเป็นภาชนะที่ใช้ได้กับเตาประเภทนี้เท่านั้น โดยที่ฉลากของภาชนะจะมีบอกอยู่เสมอว่าภาชนะใช้กับเตาประเภทใดได้ เตาไฟฟ้าแม่เหล็กแบบนี้จะประหยัดไฟกว่าแบบแรก แต่ก็มีราคาสูงมากกว่าเตาแบบขดลวดมาก ส่วนใหญ่เตาไฟฟ้าแม่เหล็กที่มีคุณภาพจะมีราคาตั้งแต่หลักหลาย 10,000 ขึ้นไป

ห้องเก็บไวน์

หากใครที่ชอบดื่มไวน์ ชอบศึกษาเรื่องของไวน์ คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า กระบวนการทำไวน์นั้นยุ่งยากและซับซ้อนมาก เริ่มตั้งแต่ที่ชนิดขององุ่น พื้นที่ที่ปลูก ชนิดของถังไม้ ระยะเวลาที่หมัก และการบรรจุขวด กว่าจะได้เป็นไวน์หนึ่งขวดนั้นไม่ง่ายเลย ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่หลงใหลในการดื่มไวน์แล้วละก็ คุณคงเป็นนักสะสมตัวยงด้วยเช่นกัน และคุณคงไม่อยากให้ไวน์ที่แสนมีค่า ถูกทำลายและเปลี่ยนรสชาติแน่นอนใช่มั้ย เพราะฉะนั้นแล้วเราควรจะต้องมีห้องเก็บไวน์ที่ถูกต้อง เพื่อรักษาไวน์ของคุณเอาไว้ ห้องเก็บไวน์นั้นก็เหมือนตู้เย็นนั้นเองที่ต้องอยู่ในสภาพที่ดีและอุณหภูมิจะต้องคงที่ ดังนั้น เรามาดูกันว่า การสร้างห้องเก็บไวน์นั้น จะต้องคำนึงอะไรบ้าง มาดูกันเลย (ห้องเก็บไวน์สำหรับไวน์แดงเท่านั้น ไวน์ขาวหรือเครื่องดื่มอื่นๆ อุณหภูมิจะแตกต่างไปจากนี้) หากคุณมีงบประมาณที่เพียงพอ การใส่ห้องเก็บไวน์ไว้ในแผนการสร้างบ้านและที่อยู่อาศัยของคุณนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องที่คุณให้ความใส่ใจอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องคำนึกถึงเมื่อคุณอยากสร้างห้องเก็บไวน์ที่บ้าน
1. ขนาด – โดยทั่วไปแล้ว วิธีการคำนวณขนาดของห้องเก็บไวน์ จะขึ้นอยู่กับจำนวนไวน์ที่คุณอยากจะเก็บ วิธีคำนวณคือ 1 ตารางเมตรจะสามารถเก็บไวน์ได้ 200 ขวด ที่ความสูง 2.4 เมตร

2. ตำแหน่งของห้องเก็บไวน์ – ห้องเก็บไวน์นั้นอยู่ตำแหน่งไหนของบ้านดี ห้องเก็บไวน์นั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในจุดที่ไม่ไกลจากห้องครัว เพื่อให้ใช้งานได้สะดวก ในส่วนของห้องเก็บไวน์จะเป็นระบบปิดอยู่แล้ว ไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแต่ว่า ถ้าในตำแหน่งนั้นมีความร้อนสูง ระบบทำความเย็นอาจจะต้องใช้ไฟมากกว่าเดิม และอย่าลืมคำนึงถึงการสั่นสะเทือนด้วย หากตรงส่วนนั้นของบ้านได้รับแรงสั่นทะเทือนจากภายนอกเช่นใกล้ถนน ควรจะต้องหลีกเลี่ยง

3. ระบบทำความเย็น – การมีห้องเก็บไวน์ในเมืองไทยนั้น อาจจะเสียเปรียบกว่าในพื้นที่อื่นๆเนื่องจากเมืองไทยมีอุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี ห้องเก็บไวน์ควรจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 13 -15 องศา และความชื้นที่ 50-70% โดยใช้เครื่องปรับอากาศที่ฝังไว้ในฝ้าก็จะดูสวยงามกว่า

4. ฉนวนกันความร้อน – เพื่อทำให้ห้องมีอุณหภูมิคงที่และช่วยประหยัดไฟ เราควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเอาไว้รอบๆ ชนิดของฉนวนนั้นควรจะมีค่าไม่ต่ำกว่า R-19

5. วัสดุ – สำหรับผนังนั้น เราขอแนะนำให้ใช้ยิปซั่ม ซึ่งเป็นที่นิยม และอย่าลืมที่จะทาด้วยน้ำยาป้องกันความชื้น สำหรับพื้นนั้น ควรเลือกใช้กระเบื้องหรือหินเพื่อให้เก็บรักษาอุณหภูมิเอาไว้ และไม่ควรมีพรมเป็นอันขาดเพราะจะส่งผลถึงอุณหภูมิภายในห้อง

6. ประตู – ห้องเก็บไวน์นั้นเป็นมากกว่าแค่ที่เก็บไวน์ มันคือของตกแต่งบ้านชั้นดีอีกด้วย และประตูคือความประทับใจแรกเมื่อคุณเชิญแขกมาเลือกไวน์ ไม่ต่างจากประตูหน้าบ้านที่คุณต้องตกแต่งให้สวยงามสำหรับปราการด่านแรกที่แขกทุกคนจะต้องเห็น ในขณะเดียวกัน ประตูก็ควรจะต้องทำหน้าที่ของมันอย่างดีอีกด้วย นั้นคือเก็บรักษาอุณหภูมิ

7. แสง – ข้อสำคัญที่สุดคือ ไม่ควรมีแสงแดดส่งเข้ามา เพราะจะส่งผลถึงรสชาติของไวน์ หลอดไฟควรจะใช้เป็นแบบอ่อนๆ หลอดไฟแบบแถวนั้นเป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะสามารถเลือกได้ว่าจะให้ส่งไปที่ไหนบ้าง บางห้องอาจมีรูปภาพที่อยากจะทำให้เด่น ก็สามารถปรับให้แสงไฟส่งไปได้ และควรปิดไฟทุกครั้งหลังใช้งานเพื่อมิให้กระทบต่ออุณหภูมิ

8. จะเริ่มเก็บไวน์อย่างไรดี – เมื่อคุณสร้างห้องเก็บไวน์เสร็จแล้ว แน่นอนว่าคุณคงจะไม่รอช้าที่จะเอาไวน์เข้าไปเก็บ แต่จะเก็บอย่างไรดี อย่างแรกเลย คุณต้องตัดสินใจก่อนว่า คุณอยากจะแยกชนิดของไวน์หรือไม่ หรือจะมีไวน์ที่ถูกบรรจุมาในภาชนะอื่นๆที่ไม่ใช่ขวดเช่น ถังไม้ เป็นต้น จะมีมุมที่เอาไว้ชิมไวน์ด้วยหรือไม่

9. ชั้นวาง – ชั้นวางไวน์ทำมาจากไม้ จะมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งหาซื้อแบบสำเร็จรูปได้เลยหรือสั่งทำก็ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดวางที่คุณตัดสินใจ ชนิดของไม้มักจะเป็นไม้แดงหรือไม้มะฮอกกานี โดยจะให้สีที่ต่างกันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากให้ห้องเก็บไวน์ออกมาเป็นธีมไหน การเก็บไวน์นั้นควรจะต้องวางแนวนอนเพื่อให้ไวน์นั้นโดนคอร์ก มิฉะนั้นแล้วจะแห้งเกินไปและอาจจะฉีกขาดได้ตอนเปิด

10. ความปลอดภัย – แน่นอนว่าไวน์ที่คุณเก็บสะสมนั้น มีค่าไม่น้อยแน่ๆ ไวน์บางขวดอาจะมีค่าเป็นหมื่นหรือแสนบาทก็เป็นได้ ดังนั้น อย่าลืมที่จะติดกล้องเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของไวน์ของคุณ

11. ตกแต่ง – ไวน์คือสิ่งที่บ่งบอกได้ถึงหลายๆอย่างในตัวผู้ดื่ม และเป็นการดื่มด่ำไปกับเรื่องราวมากมายที่อยู่ในขวด เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้นแล้ว การดื่มไวน์ต้องมีบรรยากาศเข้ามาด้วย ห้องเก็บไวน์ของคุณอาจจะตกแต่งในแบบยุโรปดั้งเดิม หรือโมเดิร์นก็ไม่ผิด เพราะแต่ละคนชอบรสชาติของไวน์ที่ต่างกัน บรรยากาศที่เช่นกัน

ในกรณีที่คุณอาจจะไม่อยากเก็บไวน์เยอะขนาดนี้หรืออาจมีพื้นที่ไม่เพียงพอในการสร้างห้องเก็บไวน์ ตู้แช่ไวน์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก โดยราคานั้นจะอยู่ที่หลักหมื่นถึงหลักแสนต้น มีหลายขนาดให้ลองเลือกเก็บได้ตั้งแต่หลักสิบถึงร้อยขวดเป็นต้นไป คุณสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมและงบประมาณของคุณ แต่ถ้าหากยังอยากได้ห้องเก็บไวน์ที่เป็นกิจจะลัษณะ ลองปรึกษาสถาปนิกภายใน หรือนักออกแบบตกแต่งภายในให้คุณได้ขนาดที่ใช่ กับสไตล์ที่ชอบ ใช้งานได้ดีและเข้ากับบ้านเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้านเพิ่มเติมก็ยังได้